วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ดัชนีความยาก

เมื่อผู้วิจัยสร้างข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจะต้องวิเคราะห์หาคุณภาพของข้อสอบก่อนที่จะนำข้อสอบไปใช้จริง ซึ่งผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์หาคุณภาพของข้อสอบด้วยการหาค่าความยาก อำนาจจำแนก ความตรง และความเที่ยง สำหรับหัวข้อในครั้งนี้ผู้เขียนจะนำเสนอการวิเคราะห์หาความยากก่อนเป็นลำดับแรกและจะได้นำเสนอการวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก ความตรง และความเที่ยง ในครั้งต่อไป
ดัชนีความยาก (Difficulty Index)
                ดัชนีความยากหมายถึงปริมาณของจำนวนข้อของข้อสอบที่ผู้ทำข้อสอบทุกคนสามารถทำได้ถูกต้อง ผู้วิจัยสามารถพิจารณาค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อได้ด้วยการหาดัชนีความยากจากสัดส่วนหรือร้อยละของผู้ที่ทำข้อสอบถูกต้อง ซึ่งดัชนีความยากจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 หรือ 0% - 100% แต่ดัชนีความยากควรอยู่ระหว่าง 0.2- 0.8 หรือ 20% - 80% ถ้าดัชนีความยากต่ำแสดงว่าข้อสอบข้อนั้นยากเพราะมีผู้ที่ทำข้อสอบตอบถูกน้อย และในทางกลับกัน ถ้าดัชนีความยากสูงแสดงว่าข้อสอบข้อนั้นง่ายเพราะมีผู้ที่ทำข้อสอบตอบถูกมาก
                ดัชนีความยาก                      20% - 80%         =      ระดับที่ยอมรับได้
                                                                30% - 70%         =      ระดับดี
                                                                 40% - 60%        =      ระดับดีมาก
                                                                  0% - 19%          =      ยากเกินไป
                                                                  81% - 100%      =     ง่ายเกินไป
การวิเคราะห์ดัชนีความยากของข้อสอบปรนัยสามารถทำได้โดยใช้สูตรคำนวณดังนี้
                                P     คือดัชนีความยาก
                                RU   คือจำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบถูก
                                RL   คือจำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบถูก
                                NU   คือจำนวนคนที่ตอบข้อสอบในกลุ่มสูง
                                NL   คือจำนวนคนที่ตอบข้อสอบในกลุ่มต่ำ
                ยกตัวอย่างเช่น
                ข้อสอบข้อที่ 1 มีจำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบถูก 18 คน  และมีจำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบถูก 6 คน
        เมื่อวิเคราะห์หาดัชนีความยากของข้อสอบข้อที่ 1 ได้ ค่าอยู่ที่ 0.60 แสดงว่าข้อสอบข้อนี้มีความยากระดับที่ดีมากเพราะมีนักเรียนตอบถูกประมาณร้อยละ 60  และเป็นข้อสอบที่ยอมรับได้เนื่องจากมีดัชนีความยากอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80
                ข้อสอบข้อที่ 2 มีจำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบถูก 20 คน  และมีจำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบถูก 16 คน
                     เมื่อวิเคราะห์หาดัชนีความยากของข้อสอบข้อที่ 2 ได้ ค่าอยู่ที่ 0.90 แสดงว่าข้อสอบข้อนี้มีความง่ายเกินไปเพราะมีนักเรียนตอบถูกประมาณร้อยละ 90  และเป็นข้อสอบที่ต้องปรับปรุงใหม่เนื่องจากมีดัชนีความยากอยู่เกินกว่าค่าที่ยอมรับได้คือ 0.80 (ดัชนีความยากที่ยอมรับได้จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80)
            ข้อสอบข้อที่ 3 มีจำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบถูก 4 คน  และมีจำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบถูก 0 คน
              เมื่อวิเคราะห์หาดัชนีความยากของข้อสอบข้อที่ 3 ได้ ค่าอยู่ที่ 0.10 แสดงว่าข้อสอบข้อนี้มีความยากเกินไปเพราะมีนักเรียนตอบถูกประมาณร้อยละ 10  และเป็นข้อสอบที่ต้องปรับปรุงใหม่เนื่องจากมีดัชนีความยากอยู่ต่ำกว่าค่าที่ยอมรับได้คือ 0.20 (ดัชนีความยากที่ยอมรับได้จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80)
เอกสารอ้างอิง
บุญเรียง ขจรศิลป์ .2539.วิธีวิจัยทางการศึกษา.กรุงเทพมหานคร: หจก.พี.เอ็น.การพิมพ์
อัจฉรา วงศ์โสธร. 2539. การทดสอบและประเมินผลการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย